น้ำยา แอร์ กับ ความเป็นมาของการทำความเย็น

ความเป็นมาของการทำความเย็นของ น้ำยา แอร์
น้ำยา แอร์  สารทำความเย็นชนิดหนึ่งที่ใช้เรียกเฉพาะสารทำความเย็น หรือ น้ำยา แอร์ ในกลุ่มที่ใช้สำหรับปรับอุณหภูมิอากาศให้เย็นลง หรือ ที่เรียก เครื่องปรับอากาศ ทั้งเครื่องปรับอากาศภายในบ้านหรืออาคาร และเครื่องปรับอากาศภายในรถยนต์ทุกชนิดต้องใช้ น้ำยาแอร์ ในการทำความเย็นหากไม่มี น้ำยาแอร์ ก็ไม่สามารถเป็นเครื่องปรับอากาศได้เลยทีเดียว
น้ำยา แอร์
 “จาคอบเพอร์คิน”  ได้ประดิษฐ์เครื่องทำความเย็นแบบอัดไอขึ้นใช้ครั้งแรกของโลก ในปี ค.ศ.1834 โดยเป็นเครื่องที่ใช้น้ำ และกรดกำมะถันเป็นสารในการดูดซับความร้อนให้อากาศเย็นตัวลง และต่อมาในปี ค.ศ.1866 ได้เปลี่ยนสารทำความเย็นใหม่เป็นสารผสมของtpetroltethertและtnaphtha หรือเรียก chemogenet ผสมกับคาร์บอนไดออกไซด์
และต่อมาในปี ค.ศ.1873 ได้ประยุกต์นำแอมโมเนียเหลวมาใช้เป็นสารทำความเย็นในเครื่องทำความเย็นแบบอัด ซึ่งเคยใช้ได้ผลในเครื่องทำความเย็นแบบดูดซึมในปี ค.ศ.1859 และในปี ค.ศ.1875 ได้มีการนำ sulfur dioxide มาใช้เป็นสารทำความเย็นเพิ่มขึ้นอีกมากมาย รวมถึงในปี ค.ศ. 1878 มีการนำสาร methyl ether มาใช้เป็นสารทำความเย็นเพิ่มขึ้นอีกชนิดเช่นกัน
น้ำยา แอร์
ทั้งนี้ สารทำความเย็นในยุคแรกๆที่ใช้ ส่วนใหญ่สามารถติดไฟได้ หรือมีความเป็นพิษต่อมนุษย์ ซึ่งมีข่าวคราวการเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนกระทั่งในปี ค.ศ.1926  “โธมัสมิดเกรย์ ” ได้สามารถพัฒนาสารทำความเย็นที่ไม่ติดไฟ หากไม่สัมผัสเปลวไฟ และมีความเป็นพิษน้อย หากไม่สูดดมเข้าไป รวมถึงไม่กัดกร่อนโลหะหรืออุปกรณ์เครื่องทำความเย็น ซึ่งได้แก่ R-12 หรือ F-12 (dichlorodifluoromethanet) ที่ประกาศการค้นพบ เมื่อเมษายน ปี ค.ศ.1930 และผลิตจำหน่ายในราวปี ค.ศ.1931 โดย บริษัทดูปองก์ (DuPont) และต่อมามีการพัฒนาสารทำความเย็นหรือ น้ำยา แอร์ ชนิดอื่นๆเพิ่มเรื่อยมา ได้แก่
– R-11 ปี ค.ศ.1932
– R-114 ปี ค.ศ.1933
– R-113 ปี ค.ศ.1934
– R-22 ปี ค.ศ.1936